คำตอบสั้น ๆ

  • Hardware Wallet แบบ Open Source ไม่ได้ปลอดภัยกว่าโดยอัตโนมัติ เพราะการเปิดโค้ดช่วยให้ตรวจสอบได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าโค้ดได้รับการตรวจจริง ไม่มีข้อผิดพลาด หรืออุปกรณ์ที่ส่งถึงผู้ใช้ตรงกับแบบที่เผยแพร่
  • Closed Source ก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยกว่า การปิดโค้ดอาจเพิ่มต้นทุนให้ผู้โจมตี แต่ผู้ใช้ต้องพึ่งพาผู้ผลิต การตรวจสอบจากห้องแล็บ และกระบวนการรับรองมากขึ้น
  • ความปลอดภัยต้องพิจารณาร่วมกันทั้งการสร้างกุญแจแบบสุ่ม Secure Element การตรวจสอบ Firmware หน้าจอยืนยันธุรกรรม การตรวจสอบโดยบุคคลภายนอก และวิธีสำรอง Recovery Phrase
  • Trezor, Ledger, SafePal, Keystone, Tangem และ D'CENT ใช้สถาปัตยกรรมต่างกัน ไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับผู้ใช้ทุกคน
  • ช่องโหว่ของ Hardware Wallet ไม่ได้มีความเสี่ยงเท่ากันทั้งหมด บางกรณีโจมตีจากระยะไกลได้ ขณะที่บางกรณีต้องขโมยอุปกรณ์และใช้เครื่องมือระดับห้องแล็บ

คำว่า Open Source กลายเป็นหนึ่งในคำที่ผู้ซื้อ Hardware Wallet ใช้ตัดสินความปลอดภัยมากที่สุด บางคนมองว่าอุปกรณ์ที่เปิดโค้ดให้ตรวจสอบย่อมปลอดภัยกว่า ขณะที่อีกกลุ่มเชื่อว่า Secure Element และระบบปิดที่ผ่านการรับรองสามารถต้านทานการโจมตีทางกายภาพได้ดีกว่า

ข้อถกเถียงนี้กลับมาได้รับความสนใจหลังเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยหลายครั้งในปี 2026 โดยเฉพาะกรณี Coldcard ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโค้ดที่เปิดเผยต่อสาธารณะยังอาจมีข้อผิดพลาดร้ายแรงด้านการสร้างค่าแบบสุ่มได้ ขณะเดียวกัน Ledger และ Trezor ก็ออกมาอธิบายแนวคิดเรื่อง Open Source และ Hardware Security จากคนละมุม

บทความนี้ไม่ได้ตัดสินว่าแบรนด์ใด “ปลอดภัยที่สุด” แต่จะอธิบายว่า Open Source ช่วยอะไร ไม่ช่วยอะไร และผู้ใช้ควรพิจารณาองค์ประกอบใดร่วมกันก่อนเลือกอุปกรณ์สำหรับเก็บสินทรัพย์ดิจิทัล

Open Source ใน Hardware Wallet หมายถึงอะไร

Hardware Wallet หนึ่งเครื่องประกอบด้วยหลายชั้น คำว่า Open Source จึงไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกันเสมอไป ผู้ผลิตอาจเปิดเพียงแอปบนโทรศัพท์ เปิด Firmware ของอุปกรณ์ เปิดแบบวงจร หรือเปิดโค้ดที่ทำงานภายใน Secure Element แต่ไม่ได้เปิดทุกส่วนพร้อมกัน

ชั้นของระบบ สิ่งที่การเปิดเผยช่วยให้ตรวจสอบได้ ข้อจำกัด
แอปหรือโปรแกรมจัดการ Wallet การเชื่อมต่อ การสร้างธุรกรรม และพฤติกรรมของหน้าจอ ไม่ได้พิสูจน์ว่ากุญแจในอุปกรณ์ปลอดภัย
Firmware การสร้างกุญแจ การเซ็นธุรกรรม และกฎการทำงานของอุปกรณ์ ต้องตรวจว่า Binary ที่ติดตั้งตรงกับ Source Code
Hardware และแบบวงจร การเชื่อมต่อระหว่างชิปและเส้นทางของข้อมูล แบบที่เปิดเผยอาจไม่พิสูจน์ว่าสินค้าที่ผลิตจริงเหมือนกันทุกจุด
Secure Element การจัดการกุญแจและกลไกป้องกันในชิป หากผู้ผลิตเปิดให้ตรวจสอบ Secure Element เชิงพาณิชย์จำนวนมากมีส่วนที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล

ดังนั้นก่อนเชื่อคำว่า “Open Source Hardware Wallet” ควรถามต่อว่า เปิดส่วนไหน เปิดครบแค่ไหน สามารถสร้าง Firmware ซ้ำเพื่อตรวจสอบได้หรือไม่ และมีนักวิจัยอิสระตรวจจริงหรือยัง

ทำไม Open Source ไม่ได้รับประกันความปลอดภัย

การเปิด Source Code ทำให้ผู้เชี่ยวชาญมีโอกาสตรวจสอบระบบโดยไม่ต้องรออนุญาตจากผู้ผลิต นี่เป็นประโยชน์ด้านความโปร่งใสอย่างชัดเจน แต่ “ตรวจสอบได้” ไม่เท่ากับ “มีคนตรวจครบแล้ว”

โครงการหนึ่งอาจมี Source Code เปิดอยู่บน GitHub แต่มีผู้ตรวจสอบจริงเพียงไม่กี่คน บางช่องโหว่ต้องใช้ความรู้เฉพาะทางด้าน Cryptography, Embedded System หรือการโจมตีชิป ซึ่งไม่สามารถหวังให้ชุมชนทั่วไปค้นพบได้ง่าย

กรณี Coldcard เป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะปัญหาไม่ได้เกิดจากผู้โจมตีขโมยเครื่อง แต่เกิดจากความผิดพลาดในกระบวนการสร้างค่าแบบสุ่มสำหรับ Recovery Phrase เมื่อจุดเริ่มต้นของกุญแจคาดเดาได้ การเก็บกุญแจแบบออฟไลน์หรือการเปิดโค้ดก็ไม่สามารถชดเชยข้อผิดพลาดนั้นได้

ในทางกลับกัน Closed Source ก็ไม่ใช่หลักฐานของความปลอดภัย การปิดโค้ดทำให้บุคคลภายนอกตรวจสอบได้ยากขึ้น และทำให้ผู้ใช้ต้องเชื่อผู้ผลิต การรับรองชิป การตรวจสอบโดยห้องแล็บ และประวัติการตอบสนองต่อช่องโหว่มากขึ้น

Ledger มองว่า Open Source เป็นความโปร่งใส ไม่ใช่คุณสมบัติด้านความปลอดภัยโดยตรง

Charles Guillemet ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Ledger อธิบายหลังเหตุ Coldcard ว่า Open Source เป็นคุณสมบัติด้านการเผยแพร่และการตรวจสอบ แต่ไม่ควรถูกใช้แทน Threat Model, Secure Hardware, Device Attestation, การทดสอบเจาะระบบ และการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ

Ledger เปิดโค้ดหลายส่วนของระบบ เช่น แอป Ledger Wallet, แอปบนอุปกรณ์ และไลบรารีด้าน Cryptography แต่ส่วนระดับล่างที่สื่อสารกับ Secure Element ไม่ได้เปิดทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดจากผู้ผลิตชิปและข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูล

จุดยืนนี้มีข้อแลกเปลี่ยนชัดเจน ผู้ใช้ได้ Secure Element ที่ออกแบบมาเพื่อต้านทานการโจมตีทางกายภาพ แต่ไม่สามารถตรวจสอบทุกชั้นของระบบด้วยตนเอง จึงต้องประเมินทั้งการรับรองของชิป ทีมวิจัย Ledger Donjon กระบวนการอัปเดต และประวัติการเปิดเผยปัญหาประกอบกัน

Trezor มองว่าความโปร่งใสช่วยให้ค้นพบและจำกัดความเสี่ยง

Trezor ยืนยันแนวทาง Open Source และใช้กรณีช่องโหว่ของชิป TROPIC01 ใน Trezor Safe 7 อธิบายว่าการเปิดสถาปัตยกรรมให้นักวิจัยตรวจสอบช่วยให้ปัญหาถูกค้นพบ เปิดเผย และแก้ไขได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญกว่าคำว่า Open Source คือการออกแบบแบบหลายชั้น Trezor Safe 7 ไม่ได้ให้ TROPIC01 เป็นจุดป้องกันเพียงจุดเดียว แต่แบ่งหน้าที่ระหว่าง Secure Element สองตัวและ Microcontroller ชิปหนึ่งตัวจึงไม่รู้ข้อมูลทั้งหมดที่จำเป็นต่อการผ่าน PIN หรือเข้าถึง Wallet

Trezor ระบุว่าช่องโหว่ TROPIC01 ที่เปิดเผยเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการข้ามระบบตรวจสอบความถูกต้องของอุปกรณ์หรือเข้าถึงสินทรัพย์ นี่แสดงให้เห็นหลักสำคัญของ Security Engineering คือ ระบบที่ดีไม่ควรล้มทั้งหมดเมื่อส่วนประกอบชิ้นเดียวมีปัญหา

7 สิ่งที่ควรตรวจสอบมากกว่าคำว่า Open Source

  1. การสร้างกุญแจ: ใช้ Hardware True Random Number Generator หรือไม่ และกระบวนการถูกตรวจสอบอย่างไร
  2. ขอบเขตการเก็บ Private Key: กุญแจถูกสร้าง เก็บ และใช้เซ็นภายใน Secure Element หรือมีช่วงที่ต้องออกไปยังหน่วยความจำทั่วไป
  3. Firmware Verification: Bootloader ตรวจลายเซ็น Firmware หรือไม่ และแจ้งเตือนเมื่อพบ Firmware ที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างไร
  4. Device Authenticity: แอปสามารถยืนยันว่าอุปกรณ์เป็นของแท้และไม่ถูกแก้ไขก่อนถึงมือผู้ใช้หรือไม่
  5. หน้าจอและการยืนยัน: ผู้ใช้เห็น Address, จำนวนเงิน และรายละเอียด Smart Contract บนอุปกรณ์ก่อนเซ็นได้ชัดเจนเพียงใด
  6. การตรวจสอบภายนอก: มี Security Audit, Bug Bounty และทีมวิจัยที่ทดสอบทั้ง Software และ Hardware หรือไม่
  7. ระบบสำรอง: Recovery Phrase, Multi-share Backup, การ์ดสำรอง หรือ Passphrase สอดคล้องกับความเสี่ยงของผู้ใช้จริงหรือไม่

SIAMBC View

  • อย่าเลือก Hardware Wallet จากคำว่า Open Source หรือระดับ EAL เพียงตัวเดียว เพราะแต่ละคำอธิบายได้เพียงบางชั้นของระบบ
  • ช่องโหว่ที่ต้องขโมยเครื่องและใช้เลเซอร์ในห้องแล็บ ไม่ได้มีความเสี่ยงเท่ากับช่องโหว่ที่โจมตีผู้ใช้จำนวนมากจากระยะไกล
  • สำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ ความเสี่ยงจาก Recovery Phrase รั่ว, Phishing, Blind Signing และ Backup สูญหาย ยังพบได้บ่อยกว่าการเจาะ Secure Element โดยตรง

เปรียบเทียบแนวทางของ Trezor, Ledger, SafePal, Keystone, Tangem และ D'CENT

แบรนด์และรุ่นตัวอย่าง แนวทางหลัก เหมาะกับผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญกับ
Trezor Safe 7 Open Source และระบบป้องกันหลายชิป ความโปร่งใส การตรวจสอบได้ และการลดจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียว
Ledger Nano Gen5 Secure Element และระบบปฏิบัติการที่เปิดบางส่วน การต้านทานทางกายภาพ หน้าจอ Secure Touchscreen และระบบตรวจสอบของผู้ผลิต
SafePal X1 Open Source พร้อม Bluetooth และ Secure Element ความสะดวกในการใช้งานหลายเชนและการตรวจสอบโค้ดส่วนสำคัญ
Keystone 3 Pro QR Air-gap, Open Source และ Secure Element หลายตัว การลดการเชื่อมต่อโดยตรงและการตรวจธุรกรรมบนหน้าจอขนาดใหญ่
Tangem Wallet Secure Element ในการ์ด, Firmware เปลี่ยนไม่ได้ และแอป Open Source ความเรียบง่าย ไม่มีแบตเตอรี่ และใช้การ์ดหลายใบเป็น Backup
D'CENT Biometric Wallet Secure Element และการยืนยันด้วยลายนิ้วมือบนอุปกรณ์ การป้องกันเมื่อมีผู้เข้าถึงเครื่องและการใช้งานที่ไม่ต้องกรอก PIN ทุกครั้ง

ตารางนี้ไม่ใช่การจัดอันดับ เพราะแต่ละแนวทางแก้ปัญหาคนละแบบ ผู้ใช้ที่กังวลเรื่องการตรวจสอบโค้ดอาจให้น้ำหนักกับ Trezor หรือ Keystone มากกว่า ขณะที่ผู้ใช้ที่ต้องการรูปแบบเรียบง่ายและลดการจัดการ Recovery Phrase อาจพิจารณา Tangem ส่วนผู้ที่ต้องการการยืนยันตัวตนบนอุปกรณ์อาจมอง D'CENT

เลือก Hardware Wallet ตามรูปแบบความเสี่ยงของคุณ

Trezor Safe 7: Open Source และระบบป้องกันหลายชั้น

Trezor Safe 7 เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการตรวจสอบสถาปัตยกรรมได้ พร้อม Secure Element สองตัวที่แบ่งหน้าที่กัน ไม่ฝากความปลอดภัยทั้งหมดไว้กับชิปเพียงตัวเดียว

Trezor Safe 7 Hardware Wallet

Trezor

Trezor Safe 7

฿11,900

  • Firmware แบบ Open Source
  • TROPIC01 และ OPTIGA Trust M ทำงานร่วมกัน
  • หน้าจอสัมผัส พร้อม Bluetooth แบบเข้ารหัสและรองรับ iPhone
เพิ่มลงตะกร้า

เพิ่มรุ่น Charcoal Black รุ่นสีอื่นและ Bitcoin-only Edition เลือกได้ในหน้าสินค้า

Ledger Nano Gen5: Secure Element และหน้าจอสำหรับตรวจสิ่งที่กำลังเซ็น

Ledger Nano Gen5 ใช้แนวทางที่เปิดโค้ดหลายส่วน แต่เก็บระบบระดับล่างบางส่วนไว้ภายใต้ข้อจำกัดของผู้ผลิต Secure Element จุดเด่นคือหน้าจอที่ควบคุมผ่าน Secure Element และระบบ Clear Signing สำหรับลดความเสี่ยงจากการเซ็นธุรกรรมที่อ่านไม่เข้าใจ

Ledger Nano Gen5 Hardware Wallet

Ledger

Ledger Nano Gen5

฿7,540

  • Secure Element ระดับ CC EAL6+
  • หน้าจอ E Ink แบบสัมผัสสำหรับตรวจรายละเอียดธุรกรรม
  • รองรับ USB-C, Bluetooth และ NFC
เพิ่มลงตะกร้า

เพิ่มสี Jet Black สีอื่นเลือกได้ในหน้าสินค้า

SafePal X1: Open Source พร้อมความสะดวกของ Bluetooth

SafePal X1 เหมาะกับผู้ใช้หลายเชนที่ต้องการความสะดวกของ Bluetooth แต่ยังให้ความสำคัญกับการเปิดโค้ดส่วนสำคัญและการเก็บ Private Key ใน Secure Element

SafePal X1 Hardware Wallet

SafePal

SafePal X1

฿2,490

  • Open-source Bluetooth Hardware Wallet
  • มี Secure Element และรองรับ Passphrase
  • หน้าจอ 1.8 นิ้วและปุ่ม 12 ปุ่มสำหรับตรวจและป้อนข้อมูล
เพิ่มลงตะกร้า

Keystone 3 Pro: ลดการเชื่อมต่อด้วย QR Air-gap

Keystone 3 Pro ใช้ QR Code เป็นช่องทางส่งข้อมูลธุรกรรม ช่วยให้ผู้ใช้มองเห็นเส้นทางข้อมูลเข้าและออกโดยไม่ต้องเชื่อมต่อ Wallet กับโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ผ่านสายหรือ Bluetooth

Keystone 3 Pro Hardware Wallet

Keystone

Keystone 3 Pro

฿5,990

  • เซ็นธุรกรรมแบบ QR Air-gap
  • Firmware แบบ Open Source และ Secure Element สามตัว
  • หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่สำหรับตรวจรายละเอียดก่อนเซ็น
เพิ่มลงตะกร้า

Tangem Wallet 3 Cards: Secure Element ในรูปแบบการ์ดที่ไม่มีแบตเตอรี่

Tangem เปิด Source Code ของแอป แต่ Firmware ภายใน Secure Element เป็นระบบที่เปลี่ยนไม่ได้และผ่านการตรวจสอบจากบุคคลภายนอก จุดต่างสำคัญคือใช้การ์ดหลายใบเป็นสำเนาของกุญแจ จึงสามารถตั้งค่าเริ่มต้นโดยไม่สร้าง Recovery Phrase ได้

Tangem Wallet 3 Cards Set

Tangem

Tangem Wallet 3 Cards Set

฿2,590

  • Secure Element ระดับ CC EAL6+
  • ไม่มีแบตเตอรี่ ใช้งานผ่าน NFC
  • การ์ดสามใบทำหน้าที่เป็นสำเนาของ Wallet เดียวกัน
เพิ่มลงตะกร้า

เพิ่มสี Black สี White เลือกได้ในหน้าสินค้า

D'CENT Biometric Wallet: ยืนยันบนอุปกรณ์ด้วยลายนิ้วมือ

D'CENT เลือกใช้ Secure Element พร้อมเซ็นเซอร์ลายนิ้วมือบนตัวเครื่อง การปลดล็อกและอนุมัติธุรกรรมจึงเกิดที่ Hardware Wallet โดยตรง ไม่ได้อาศัยระบบ Biometrics ของโทรศัพท์

D'CENT Biometric Wallet

D'CENT

D'CENT Biometric Wallet

฿6,990

  • Secure Element ระดับ CC EAL5+
  • ปลดล็อกและอนุมัติธุรกรรมด้วยลายนิ้วมือบนอุปกรณ์
  • รองรับ PIN, Passphrase, USB-C และ Bluetooth
เพิ่มลงตะกร้า

ราคาและจำนวนสินค้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดในหน้าสินค้าก่อนสั่งซื้อ การเพิ่มสินค้าจากปุ่มในบทความจะเลือกรุ่นหรือสีที่ระบุใต้ปุ่ม

คำถามที่พบบ่อย

Hardware Wallet แบบ Open Source ปลอดภัยกว่า Closed Source หรือไม่

ตอบแบบเหมารวมไม่ได้ Open Source เพิ่มความโปร่งใสและเปิดโอกาสให้ตรวจสอบ แต่ความปลอดภัยจริงขึ้นอยู่กับคุณภาพการออกแบบ การสร้างกุญแจ Secure Element การตรวจสอบ Firmware การ Audit และพฤติกรรมของผู้ใช้ร่วมกัน

Secure Element แบบ Closed Source น่าเชื่อถือได้อย่างไร

ผู้ใช้ต้องพิจารณาการรับรอง เช่น Common Criteria ระดับ EAL ผลการทดสอบจากห้องแล็บ การตรวจสอบของบุคคลภายนอก ระบบ Device Attestation และประวัติการรับมือช่องโหว่ของผู้ผลิต การรับรองช่วยเพิ่มหลักฐาน แต่ไม่ได้รับประกันว่า Wallet ทั้งระบบไม่มีข้อผิดพลาด

ระดับ EAL สูงกว่าแปลว่า Hardware Wallet ปลอดภัยกว่าทั้งเครื่องหรือไม่

ไม่เสมอไป ระดับ EAL มักใช้กับชิปหรือขอบเขตผลิตภัณฑ์ที่ระบุ ไม่ได้ครอบคลุมแอป Firmware กระบวนการ Backup และการใช้งานทั้งหมด ควรตรวจว่าการรับรองนั้นใช้กับส่วนใดของระบบ

Hardware Wallet สามารถถูกแฮกได้หรือไม่

เป็นไปได้ แต่ต้องดูเงื่อนไขของแต่ละช่องโหว่ บางการโจมตีต้องครอบครองอุปกรณ์และมีเครื่องมือเฉพาะ ขณะที่ Phishing หรือการหลอกให้กรอก Recovery Phrase สามารถโจมตีผู้ใช้จากระยะไกลและขยายไปยังคนจำนวนมากได้ง่ายกว่า

มือใหม่ควรเลือก Hardware Wallet จากอะไร

เริ่มจากสินทรัพย์และเครือข่ายที่ต้องใช้ อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ ระบบปฏิบัติการ รูปแบบ Backup และความสามารถในการตรวจรายละเอียดธุรกรรมบนหน้าจอ จากนั้นจึงเลือกรูปแบบความปลอดภัยที่ตนเองเข้าใจและสามารถดูแลได้จริง

Tangem เป็น Open Source หรือไม่

Tangem เปิด Source Code ของแอปบนโทรศัพท์ แต่ Firmware ภายใน Secure Element ไม่ได้เปิดทั้งหมดและถูกออกแบบให้เปลี่ยนไม่ได้ บริษัทใช้การตรวจสอบจากห้องแล็บภายนอกและการรับรองชิปเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลความเชื่อถือ

ถ้าข้อมูลคำสั่งซื้อรั่ว แปลว่า Hardware Wallet ถูกแฮกหรือไม่

ไม่ใช่เหตุการณ์เดียวกัน ข้อมูลลูกค้ารั่วเพิ่มความเสี่ยงจาก Phishing และการแอบอ้าง แต่ไม่ได้แปลว่า Private Key หรือ Recovery Phrase ในอุปกรณ์ถูกเข้าถึง ผู้ใช้ต้องระวังข้อความที่อ้างอิงข้อมูลคำสั่งซื้อได้อย่างถูกต้องเป็นพิเศษ

สรุป: ความปลอดภัยต้องดูทั้งระบบ ไม่ใช่คำเดียวบนหน้ากล่อง

Open Source มีคุณค่า เพราะช่วยลดการเชื่อใจแบบมองไม่เห็นและเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยตรวจสอบ แต่ไม่ใช่ใบรับรองว่า Hardware Wallet จะไม่มีช่องโหว่ เช่นเดียวกับ Secure Element หรือระดับ EAL ที่เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของระบบ

การเลือกที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การถามว่า “แบรนด์ไหนปลอดภัยที่สุด” แต่ควรถามว่า อุปกรณ์นี้ป้องกันความเสี่ยงที่เราเผชิญอย่างไร เราเข้าใจวิธี Backup หรือไม่ และเราสามารถตรวจสอบสิ่งที่กำลังเซ็นได้จริงหรือไม่

ไม่ว่าจะเลือก Trezor, Ledger, SafePal, Keystone, Tangem หรือ D'CENT กฎที่สำคัญที่สุดยังเหมือนเดิม: อย่าเปิดเผย Recovery Phrase, Private Key, Passphrase หรือรหัสสำคัญให้ใคร และอย่าอนุมัติธุรกรรมที่อ่านหรือเข้าใจไม่ครบ

แหล่งข้อมูล

บทความนี้อ้างอิงข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2026 รายละเอียด Firmware คุณสมบัติ ราคา และสถานะสินค้าอาจเปลี่ยนแปลงได้ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลด้านความปลอดภัย ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน

บทความล่าสุด

ดูทั้งหมด

เหรียญ Ethereum หน้าจอตลาดพุ่งขึ้นและเหตุการณ์บังคับปิดสถานะ Short

เทรดเดอร์กำไร 49 ล้านดอลลาร์ ขาดทุน 24 ล้านใน 12 วินาที หลังสถานะ Short ETH ถูกบังคับปิด

เทรดเดอร์ที่เคยกำไร 49 ล้านดอลลาร์จากการ Short คริปโต ขาดทุนเกือบ 24 ล้านดอลลาร์ หลังสถานะ Short ETH เกือบ 50,000 ETH ถูกบังคับปิดภายใน 12 วินาที

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เทรดเดอร์กำไร 49 ล้านดอลลาร์ ขาดทุน 24 ล้านใน 12 วินาที หลังสถานะ Short ETH ถูกบังคับปิด

Hardware Wallet จาก Trezor Ledger SafePal Keystone และ Tangem บนพื้นหลังด้านความปลอดภัยไซเบอร์

Hardware Wallet แบบ Open Source ปลอดภัยกว่าจริงไหม? เทียบ Trezor, Ledger, SafePal, Keystone, Tangem และ D'CENT

Hardware Wallet แบบ Open Source ปลอดภัยกว่าจริงไหม? ทำความเข้าใจข้อดี ข้อจำกัด Secure Element และเปรียบเทียบแนวทางของ Trezor, Ledger, SafePal, Keystone, Tangem และ D'CENT ก่อนเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับคุณ

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Hardware Wallet แบบ Open Source ปลอดภัยกว่าจริงไหม? เทียบ Trezor, Ledger, SafePal, Keystone, Tangem และ D'CENT

Binance Blockchain Week Bangkok 2026 พร้อมภาพกรุงเทพฯ และวัดอรุณ

Binance Blockchain Week Bangkok 2026 จัดที่กรุงเทพฯ 28–29 พ.ย.

Binance Blockchain Week Bangkok 2026 จัดวันที่ 28–29 พฤศจิกายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้ธีม EVOLVE รวมข้อมูลสถานที่ วิทยากร ราคาบัตร และประเด็นสำคัญต่อไทย

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Binance Blockchain Week Bangkok 2026 จัดที่กรุงเทพฯ 28–29 พ.ย.