คำตอบสั้น ๆ
- กระเป๋าที่ใช้ชื่อว่า pension-usdt.eth ถูกบังคับปิดสถานะ Short ETH บน Hyperliquid ขนาดเกือบ 50,000 ETH และมีผลขาดทุนจากสถานะนี้เกือบ 24 ล้านดอลลาร์
- คำว่า “ขาดทุนใน 12 วินาที” หมายถึงช่วงที่ระบบทยอยบังคับปิดสถานะ ไม่ได้หมายความว่าเทรดเดอร์เพิ่งเปิดสถานะแล้วเสียเงินทั้งหมดภายใน 12 วินาที เพราะสถานะดังกล่าวถูกถือมานานกว่าสองเดือน
- ระหว่างการบังคับปิด ราคา ETH ขยับขึ้นประมาณ 43 ดอลลาร์ ทำให้คำสั่งซื้อคืนแต่ละชุดมีราคาแพงขึ้น และยิ่งเร่งแรงซื้อจากการปิด Short
- เทรดเดอร์รายนี้เคยทำกำไรจากการ Short คริปโตราว 49 ล้านดอลลาร์ แต่กำไรในอดีตไม่สามารถป้องกันความเสียหายจากสถานะที่มีขนาดใหญ่และใช้ Leverage ได้
- เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจาก Wallet ถูกแฮก แต่เป็นความเสี่ยงจากการซื้อขายอนุพันธ์ สภาพคล่อง และระบบ Liquidation
เทรดเดอร์ที่เคยสร้างกำไรราว 49 ล้านดอลลาร์จากการเปิดสถานะ Short ในตลาดคริปโต กลับขาดทุนเกือบ 24 ล้านดอลลาร์จากสถานะ Short Ether เพียงรายการเดียว หลังราคา ETH พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้ระบบของ Hyperliquid บังคับปิดสถานะขนาดเกือบ 50,000 ETH
จุดที่ทำให้ข่าวนี้ได้รับความสนใจคือการบังคับปิดเกิดขึ้นเป็นชุดภายในเวลาเพียง 12 วินาที อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวต้องอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะความเสี่ยงสะสมมาตลอดช่วงที่ถือสถานะกว่าสองเดือน ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวินาทีสุดท้าย
เหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทรดเดอร์รายหนึ่ง แต่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า Leverage, ขนาดสถานะ, สภาพคล่องใน Order Book และกลไก Liquidation สามารถทำงานร่วมกันจนเปลี่ยนการเคลื่อนไหวของราคาเพียงเล็กน้อยให้กลายเป็นความเสียหายขนาดใหญ่ได้อย่างไร
เกิดอะไรขึ้นกับสถานะ Short ETH
ข้อมูลที่ CoinDesk รายงานจากประวัติการซื้อขายบน Hyperliquid ระบุว่า กระเป๋า pension-usdt.eth ถือสถานะ Short ETH มานานประมาณ 1,445 ชั่วโมง หรือมากกว่า 60 วัน ก่อนถูกบังคับปิดในช่วงเช้าวันที่ 20 สิงหาคม 2026
การ Short คือการเปิดสถานะที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาสินทรัพย์ลดลง แต่จะขาดทุนเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้น หากใช้ Leverage ผลกำไรและขาดทุนจะขยายตามขนาดสถานะ ขณะเดียวกันผู้ซื้อขายต้องรักษาหลักประกันให้สูงกว่า Maintenance Margin ที่แพลตฟอร์มกำหนด
เมื่อราคา ETH พุ่งขึ้น มูลค่าขาดทุนที่ยังไม่ปิดของสถานะ Short เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมูลค่าบัญชีไม่เพียงพอต่อข้อกำหนดหลักประกัน ระบบจึงเริ่มขายสถานะออก หรือในกรณีของ Short คือ ซื้อ ETH คืนเพื่อปิดสถานะ
ก่อนเกิดเหตุ กระเป๋านี้มีประวัติทำกำไรจากการ Short คริปโตรวมราว 49 ล้านดอลลาร์ และเคยปิดสถานะที่ทำกำไรหลายรายการ แต่สถานะ ETH ครั้งล่าสุดมีขนาดใหญ่พอที่จะลบกำไรส่วนสำคัญที่สะสมมาได้ในครั้งเดียว
12 วินาทีของการบังคับปิดสถานะ
CoinDesk ระบุว่าการ Liquidate เริ่มเวลา 04:51:03 น. และสิ้นสุดเวลา 04:51:15 น. รวม 12 วินาที โดยคำสั่งถูกแบ่งออกเป็นหลายชุดแทนที่จะปิดทั้งหมดที่ราคาเดียว
| ลำดับ | จำนวน ETH โดยประมาณ | ราคาปิดโดยประมาณ | สิ่งที่เกิดขึ้น |
|---|---|---|---|
| 1 | 9,989 ETH | 2,193 ดอลลาร์ | ระบบเริ่มซื้อคืนเพื่อปิด Short |
| 2 | 20,698 ETH | 2,209 ดอลลาร์ | คำสั่งขนาดใหญ่กินสภาพคล่องฝั่งขาย |
| 3 | 15,830 ETH | 2,214 ดอลลาร์ | ราคาปิดสูงขึ้นตามแรงซื้อ |
| 4 | 1,871 ETH | 2,236 ดอลลาร์ | ส่วนที่เหลือถูกปิดในราคาที่แพงขึ้น |
| 5 | 1,417 ETH | ผ่านระบบ Backstop | HLP รับช่วงสถานะส่วนที่ตลาดปิดไม่สำเร็จ |
จำนวนจากแต่ละชุดรวมกันประมาณ 49,805 ETH ระหว่างนั้นราคา ETH ขยับขึ้นราว 43 ดอลลาร์ การซื้อคืนที่เกิดจาก Liquidation จึงไม่ได้เป็นเพียงผลจากราคาที่พุ่งขึ้น แต่ยังกลายเป็นแรงซื้อที่ช่วยผลักราคาและเพิ่มต้นทุนของคำสั่งชุดถัดไปด้วย
“ขาดทุน 24 ล้านดอลลาร์ใน 12 วินาที” หมายถึงอะไร
พาดหัวลักษณะนี้อาจทำให้เข้าใจว่าเงิน 24 ล้านดอลลาร์หายไปจากบัญชีระหว่างเวลา 12 วินาทีเท่านั้น แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ของสถานะอนุพันธ์ ความขาดทุนสะสมเกิดขึ้นตามราคาที่เคลื่อนไหวสวนทางตลอดช่วงที่ถือสถานะ
ช่วงเวลา 12 วินาทีคือจังหวะที่ระบบ เปลี่ยนขาดทุนที่ยังไม่ปิดให้กลายเป็นผลขาดทุนจากการปิดสถานะจริง และเป็นช่วงที่ Slippage มีผลรุนแรง เพราะคำสั่งขนาดเกือบ 50,000 ETH ไม่สามารถจับคู่ทั้งหมดได้ที่ราคาเดียว
ตัวเลขขาดทุนเกือบ 24 ล้านดอลลาร์จึงสะท้อนทั้งส่วนต่างระหว่างราคาเข้าและราคาปิด รวมถึงผลจากการทยอยซื้อคืนในตลาดที่กำลังเคลื่อนไหวเร็ว ไม่ควรตีความว่าแพลตฟอร์มหักเงินจำนวนดังกล่าวโดยไม่มีการเคลื่อนไหวของตลาด
ทำไมการ Liquidate ฝั่ง Short ยิ่งผลักราคาให้สูงขึ้น
ผู้เปิด Short ต้องซื้อสินทรัพย์คืนเมื่อปิดสถานะ ในภาวะปกติ คำสั่งซื้ออาจกระจายออกไปและไม่กระทบราคามากนัก แต่เมื่อ Short จำนวนมากเข้าใกล้ราคา Liquidation พร้อมกัน ระบบของหลายบัญชีจะส่งคำสั่งซื้อคืนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
- ราคา ETH ปรับตัวสูงขึ้นและทำให้สถานะ Short เริ่มขาดทุน
- บัญชีที่มีหลักประกันไม่พอถูกบังคับให้ซื้อ ETH คืน
- แรงซื้อจาก Liquidation ผลักราคาให้สูงขึ้นอีก
- สถานะ Short อื่นเข้าสู่จุด Liquidation ตามมา
- เกิดวงจรแรงซื้อที่เรียกว่า Short Squeeze
ในกรณีนี้ สถานะหนึ่งรายการมีขนาดใหญ่มาก การบังคับปิดของบัญชีเดียวจึงสามารถกินสภาพคล่องหลายระดับราคา และทำให้คำสั่งส่วนท้ายถูกปิดแพงกว่าส่วนแรกอย่างเห็นได้ชัด
ระบบ Liquidation ของ Hyperliquid ทำงานอย่างไร
เอกสารของ Hyperliquid ระบุว่า เมื่อมูลค่าบัญชีต่ำกว่า Maintenance Margin ระบบจะพยายามปิดสถานะผ่านคำสั่งตลาดใน Order Book ก่อน หากปิดได้เพียงบางส่วนและหลักประกันกลับมาเพียงพอ ผู้ใช้ยังสามารถเหลือสถานะและหลักประกันบางส่วนไว้ได้
สำหรับสถานะที่มีมูลค่ามากกว่า 100,000 USDC ระบบรองรับ Partial Liquidation โดยเริ่มส่งคำสั่งบางส่วนเข้าสู่ตลาด แต่หากมูลค่าบัญชีลดต่ำลงมากและการปิดผ่าน Order Book ไม่สำเร็จ ระบบ Backstop จะเข้ามารับช่วงผ่าน Liquidator Vault
ในเหตุการณ์นี้ ETH ชุดสุดท้ายประมาณ 1,417 ETH ถูก HLP หรือ Hyperliquidity Provider รับช่วงไว้ กลไกดังกล่าวมีหน้าที่ช่วยจัดการสถานะที่ไม่สามารถปิดใน Order Book ได้ครบ และลดโอกาสที่แพลตฟอร์มจะเกิดหนี้เสียจากบัญชีที่มีมูลค่าติดลบ
Hyperliquid ยังระบุว่าการ Liquidate อ้างอิง Mark Price ซึ่งรวมข้อมูลราคาจากตลาดภายนอกและสถานะของ Order Book ไม่ได้พึ่งราคาซื้อขายเพียงจุดเดียว อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผันผวนสูง ราคาปิดจริงอาจต่างจากราคาประเมินได้เพราะสภาพคล่องและ Slippage
SIAMBC View
- ชัยชนะต่อเนื่องไม่ได้ทำให้สถานะถัดไปมีความเสี่ยงต่ำลง ประวัติกำไร 49 ล้านดอลลาร์จึงไม่ใช่หลักประกันว่าสถานะขนาดใหญ่จะปลอดภัย
- ความเสียหายไม่ได้มาจากทิศทางราคาผิดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากขนาดสถานะ Leverage ระยะห่างจากราคา Liquidation และสภาพคล่องที่พร้อมรับคำสั่ง
- คำสั่ง Stop Loss อาจช่วยจำกัดความเสี่ยงได้ แต่ไม่รับประกันราคาปิดในตลาดที่กระโดดเร็วหรือมีสภาพคล่องไม่พอ
- Hardware Wallet ป้องกัน Private Key ได้ แต่ไม่สามารถป้องกันการตัดสินใจเปิดสถานะที่เสี่ยงหรือการ Liquidate บนแพลตฟอร์มซื้อขาย
5 บทเรียนจากเทรดเดอร์ที่เคยกำไร 49 ล้านดอลลาร์
1. ขนาดสถานะสำคัญกว่าจำนวนครั้งที่เคยชนะ
กำไรจากหลายรายการสามารถหายไปกับสถานะเดียวได้ หากขนาดของความเสี่ยงครั้งใหม่ใหญ่กว่าความเสียหายที่พอร์ตสามารถรับได้ การวัดเฉพาะ Win Rate จึงไม่เพียงพอ ต้องพิจารณาความเสียหายสูงสุดต่อครั้งร่วมด้วย
2. Leverage ลดพื้นที่ให้ราคาแกว่งตัว
ยิ่งใช้ Leverage สูง หลักประกันที่รองรับการเคลื่อนไหวสวนทางยิ่งน้อย แม้มุมมองระยะยาวจะถูกต้อง สถานะอาจถูกปิดก่อนที่ตลาดจะกลับไปในทิศทางที่คาดไว้
3. Slippage เป็นความเสี่ยงจริงของสถานะขนาดใหญ่
ราคา Liquidation ที่แสดงบนหน้าจอไม่ใช่คำรับรองว่าจะปิดได้ทั้งหมดที่ราคานั้น เมื่อคำสั่งมีขนาดใหญ่กว่าสภาพคล่องในแต่ละระดับ ระบบต้องไล่จับคู่ในราคาที่แย่ลง
4. การเคลื่อนไหวจากตลาดอื่นส่งผลถึงคริปโตได้ทันที
การพุ่งขึ้นของตลาดครั้งนี้เกิดในช่วงที่สินทรัพย์เสี่ยงตอบรับข่าวการเพิ่มขนาดโครงการซื้อคืนพันธบัตรของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เหตุการณ์ภายนอกตลาดคริปโตจึงสามารถเปลี่ยนสภาพคล่องและความต้องการรับความเสี่ยงได้อย่างรวดเร็ว
5. Liquidation เป็นกระบวนการ ไม่ใช่ราคาเพียงจุดเดียว
สถานะอาจถูกปิดบางส่วนผ่าน Order Book ก่อน แล้วจึงส่งส่วนที่เหลือให้ระบบ Backstop การดูเพียงราคา Liquidation โดยไม่เข้าใจวิธีปิดสถานะอาจทำให้ประเมินความเสียหายต่ำกว่าความเป็นจริง
คำถามที่พบบ่อย
เทรดเดอร์เสียเงิน 24 ล้านดอลลาร์ภายใน 12 วินาทีจริงหรือไม่
จริงในความหมายที่การบังคับปิดสถานะเกิดขึ้นภายในช่วงประมาณ 12 วินาที และสถานะดังกล่าวมีผลขาดทุนเกือบ 24 ล้านดอลลาร์ แต่ความเสี่ยงและขาดทุนที่ยังไม่ปิดสะสมมาก่อนหน้านั้น เพราะเทรดเดอร์ถือสถานะมานานกว่าสองเดือน
สถานะนี้มีขนาดเท่าใด
ข้อมูลการปิดสถานะที่รายงานรวมกันประมาณ 49,805 ETH จึงมักถูกเรียกโดยย่อว่าเป็นสถานะขนาดประมาณ 50,000 ETH
ทำไมการปิด Short จึงเป็นคำสั่งซื้อ
ผู้เปิด Short ได้ขายสัญญาหรือเปิดความเสี่ยงฝั่งขาลงไว้ การปิดสถานะจึงต้องซื้อกลับ เมื่อระบบบังคับปิด Short จำนวนมากพร้อมกัน แรงซื้อดังกล่าวสามารถผลักราคาให้สูงขึ้นและเร่ง Short Squeeze ได้
HLP เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไร
HLP เป็น Protocol Vault ของ Hyperliquid ที่ทำหน้าที่หลายอย่าง รวมถึงรับช่วง Backstop Liquidation เมื่อสถานะไม่สามารถปิดผ่าน Order Book ได้ครบ ในกรณีนี้ HLP รับช่วง ETH ส่วนสุดท้ายประมาณ 1,417 ETH
ใช้ Stop Loss แล้วจะป้องกัน Liquidation ได้ทั้งหมดหรือไม่
Stop Loss ช่วยให้เริ่มปิดสถานะก่อนถึงจุด Liquidation ได้ แต่ไม่รับประกันว่าจะจับคู่ได้ตามราคาที่กำหนด โดยเฉพาะเมื่อตลาดกระโดดเร็ว มี Gap หรือสภาพคล่องไม่เพียงพอ
เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการแฮก Hardware Wallet หรือไม่
ไม่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์นี้เป็นผลจากการซื้อขายอนุพันธ์แบบมี Leverage และกลไก Liquidation ไม่ได้เกิดจาก Private Key รั่ว อุปกรณ์ถูกเจาะ หรือ Recovery Phrase ถูกขโมย
สรุป
กรณีของ pension-usdt.eth แสดงให้เห็นว่าเทรดเดอร์ที่มีประวัติทำกำไรสูงยังสามารถเสียกำไรส่วนใหญ่จากสถานะเดียวได้ เมื่อขนาดสถานะ Leverage และสภาพคล่องทำงานสวนทางพร้อมกัน
สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข 12 วินาทีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเข้าใจว่าการ Liquidate สถานะขนาดใหญ่เกิดเป็นลำดับ คำสั่งซื้อคืนสามารถผลักราคาต่อ และราคาที่แสดงก่อนเกิดเหตุอาจไม่ใช่ราคาที่ปิดได้จริงทั้งหมด
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายเหตุการณ์และกลไกความเสี่ยง ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน การซื้อขายอนุพันธ์และการใช้ Leverage อาจทำให้สูญเสียเงินทุนทั้งหมดได้
แหล่งข้อมูลและเอกสารอ้างอิง
- CoinDesk: เทรดเดอร์ Short คริปโตขาดทุนเกือบ 24 ล้านดอลลาร์จาก ETH
- Hyperliquid: กลไก Liquidation และ Liquidator Vault
- Hyperliquid: หน้าที่ของ HLP Protocol Vault
- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ: เอกสารโครงการซื้อคืนพันธบัตร
บทความนี้อ้างอิงข้อมูลสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2026 ตัวเลขราคา มูลค่าสถานะ และผลขาดทุนอาจแตกต่างเล็กน้อยตามแหล่งข้อมูลและวิธีคำนวณ เนื้อหามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน





แชร์:
Hardware Wallet แบบ Open Source ปลอดภัยกว่าจริงไหม? เทียบ Trezor, Ledger, SafePal, Keystone, Tangem และ D'CENT