สรุปสั้นๆ
- หลังเหตุ Coldcard เงินไหลกลับเข้าเว็บเทรดจริง ข้อมูลจาก CryptoQuant ระบุว่าวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มี Bitcoin ไหลเข้าเว็บเทรดสุทธิ 11,163 BTC โดยกระจายไปที่ Binance, River, Kraken และ OKX
- ปริมาณการโอนของรายย่อยเทียบเท่าช่วง FTX ล้ม ยอดโอนที่มีขนาดต่ำกว่า 1 BTC รวมกันแตะ 39,600 BTC ใกล้เคียงกับ 39,900 BTC ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นวันถัดจากที่ FTX ยื่นล้มละลาย
- แต่พาดหัวข่าวที่ว่า "แห่กลับเข้าเว็บเทรด" เล่าไม่ครบ การวิเคราะห์ on-chain พบว่าเงินส่วนใหญ่ที่ขยับ ถูกย้ายไปยังวอลเล็ตที่สร้างขึ้นใหม่ซึ่งผู้ใช้ถือกุญแจเอง ไม่ใช่ที่อยู่ฝากของเว็บเทรด
- เงินไหลเข้ากองทุน Bitcoin ETF ราว 620 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียวกัน แต่ Eric Balchunas นักวิเคราะห์ ETF ของ Bloomberg ระบุตรงไปตรงมาว่ายังสรุปไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกัน
- ต้นเหตุคือ entropy ไม่ใช่การเจาะระบบ เฟิร์มแวร์ปี 2564 ทำให้การสุ่มค่าตั้งต้นแคบลงเหลือราว 40 บิตในบางรุ่น จากเป้าหมายการออกแบบที่ 128 บิต ผู้โจมตีจึงคำนวณย้อนกลับได้โดยไม่ต้องแตะตัวเครื่องเลย
- สิ่งที่ช่วยผู้ใช้ไว้คือ dice roll และ passphrase ไม่ใช่ยี่ห้อของอุปกรณ์ ผู้ที่ทอยลูกเต๋าเพิ่ม entropy เองหรือใช้ passphrase ไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้
- SIAMBC ไม่ได้จำหน่าย Coldcard บทความนี้จึงไม่ใช่การเปรียบเทียบเพื่อขายสินค้าทดแทน แต่เป็นการอ่านข้อมูลว่าเงินย้ายไปไหนจริง และบทเรียนคืออะไร
ทบทวนสั้นๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น
วันที่ 30 กรกฎาคม 2569 Coinkite ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์วอลเล็ต Coldcard เปิดเผยช่องโหว่ในเฟิร์มแวร์ที่ย้อนกลับไปถึงเดือนมีนาคม 2564 ความผิดพลาดเกิดขึ้นตอนที่บริษัทเปลี่ยนไปใช้ไลบรารีเข้ารหัสของ Bitcoin Core ทำให้กระบวนการสร้างค่าตั้งต้นของวลีกู้คืนไปเรียกตัวสุ่มแบบซอฟต์แวร์ที่คาดเดาได้ แทนที่จะใช้ตัวสร้างเลขสุ่มของฮาร์ดแวร์
ผลคือขอบเขตการสุ่มแคบลงเหลือราว 40 บิตในรุ่น Mk2 และ Mk3 และราว 72 บิตในรุ่น Mk4, Mk5 และ Q จากเป้าหมายการออกแบบที่ 128 บิต ที่ระดับ 40 บิต การไล่ความเป็นไปได้ทั้งหมดเป็นงานที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปทำจบได้ ผู้โจมตีจึงไม่จำเป็นต้องเข้าถึงตัวเครื่องเลย เพียงรันการสุ่มที่ผิดพลาดแบบเดียวกันบนเครื่องของตัวเอง แล้วไล่ดูว่าที่อยู่ไหนมีเงินอยู่
ตัวเลขความเสียหายยังขยับขึ้นต่อเนื่องและแตกต่างกันตามแหล่งข้อมูลและวันที่อ้างอิง ช่วงที่รายงานกันอยู่คือประมาณ 1,600 ถึง 1,800 BTC คิดเป็นมูลค่าราว 100 ถึง 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กระจายอยู่ในที่อยู่หลายพันแห่ง โดยเกือบครึ่งของมูลค่าถูกดึงออกไปภายใน 41 นาทีแรก
SIAMBC ได้เขียนคำอธิบายทางเทคนิคฉบับเต็มไว้แล้ว ทั้งรุ่นที่ได้รับผลกระทบ เลขเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ และลำดับขั้นตอนที่ควรทำ อ่านได้ที่บทความอธิบายเหตุการณ์ Coldcard บทความนี้จะไม่พูดซ้ำ แต่จะดูสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นแทน
เงินไหลไปที่ไหนบ้าง
สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวช่องโหว่คือพฤติกรรมของผู้ถือ Bitcoin ในสัปดาห์ถัดมา ซึ่งวัดได้จริงจากข้อมูล on-chain
เข้าเว็บเทรด ข้อมูลจาก CryptoQuant และ Timechainindex ระบุว่าวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 มี Bitcoin ไหลเข้าเว็บเทรดสุทธิ 11,163 BTC โดยส่วนใหญ่ไปที่ Binance, River, Kraken และ OKX
ปริมาณการโอนของรายย่อยพุ่งถึงระดับที่เทียบได้กับวิกฤต FTX CryptoQuant รายงานว่ายอดรวมของธุรกรรมที่มีขนาดต่ำกว่า 1 BTC แตะ 39,600 BTC ในวันศุกร์ ใกล้เคียงกับ 39,900 BTC ในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นวันถัดจากที่ FTX ยื่นล้มละลาย นี่คือการเทียบที่บอกขนาดของความตื่นตระหนกได้ชัดที่สุด
เข้ากองทุน ETF กองทุน Bitcoin ETF แบบ spot ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าราว 620 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ที่เกิดเหตุ กระจายไปหลายกองทุนรวมถึง IBIT, FBTC และ ARKB
และเข้าวอลเล็ตที่ผู้ใช้ถือกุญแจเองใบใหม่ ข้อนี้คือข้อที่พาดหัวข่าวส่วนใหญ่ไม่ได้พูดถึง การวิเคราะห์ on-chain พบว่าความเคลื่อนไหวจำนวนมากจากวอลเล็ตที่ไม่ได้ขยับมานาน เป็นการโอนไปยังวอลเล็ตที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ซึ่งผู้ใช้ยังถือกุญแจเอง ไม่ใช่ที่อยู่สำหรับฝากเงินของเว็บเทรด ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับการย้ายทรัพย์สินไปที่ปลอดภัย มากกว่าการเทขายหรือการเลิกถือกุญแจเอง
ทำไมพาดหัวข่าวถึงเล่าไม่ครบ
พาดหัวข่าวต่างประเทศจำนวนหนึ่งสรุปเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการที่ผู้ถือ Bitcoin แห่กลับเข้าเว็บเทรด ซึ่งเป็นความจริงเพียงส่วนเดียว
ข้อแรก เงินที่ขยับไม่ได้ไปที่เดียว แต่กระจายไปสามทางอย่างน้อย คือเว็บเทรด กองทุน ETF และวอลเล็ตใหม่ที่ผู้ใช้ถือกุญแจเอง โดยกลุ่มหลังคือสิ่งที่การวิเคราะห์ on-chain ชี้ว่ามีสัดส่วนมาก ซึ่งไม่ใช่การละทิ้งการเก็บกุญแจเอง แต่คือการทำสิ่งที่ถูกต้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต นั่นคือสร้างวลีกู้คืนชุดใหม่บนเฟิร์มแวร์ที่แก้ไขแล้ว และย้ายเงินออกจากวลีกู้คืนเดิมที่ต้องถือว่าถูกเปิดเผยไปแล้ว
ข้อสอง ความเชื่อมโยงระหว่างเงินที่ไหลเข้า ETF กับเหตุการณ์นี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ Eric Balchunas นักวิเคราะห์ ETF ของ Bloomberg ให้ความเห็นตรงไปตรงมาว่ายังสรุปไม่ได้ว่าทั้งสองเรื่องเกี่ยวข้องกัน แม้เขาจะมองว่าในระยะยาวน่าจะมีผู้ใช้บางส่วนย้ายมาจริง กองทุน ETF มีเงินไหลเข้าออกด้วยเหตุผลทางตลาดหลายอย่างในเวลาเดียวกันเสมอ การเห็นสองเหตุการณ์เกิดพร้อมกันจึงไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่าเหตุการณ์หนึ่งทำให้เกิดอีกเหตุการณ์
ข้อสาม การไหลเข้าเว็บเทรดในช่วงวิกฤตไม่ได้แปลว่าเงินจะอยู่ที่นั่นถาวร ในทางปฏิบัติเว็บเทรดคือที่พักที่หาได้เร็วที่สุดเมื่อต้องย้ายเงินออกจากวลีกู้คืนที่ไม่ปลอดภัยภายในไม่กี่ชั่วโมง ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เข้าใจได้ คำถามที่สำคัญกว่าคือเงินก้อนนั้นจะอยู่ที่นั่นต่อไปหรือไม่
การย้ายกลับเว็บเทรดสมเหตุสมผลหรือไม่
ในระยะสั้น สมเหตุสมผล ผู้ที่รู้ว่าวลีกู้คืนของตนอาจถูกคำนวณย้อนกลับได้ มีเวลาไม่มากและต้องการที่พักทรัพย์สินทันที การโอนเข้าบัญชีเว็บเทรดที่มีอยู่แล้วเป็นวิธีที่เร็วที่สุด เร็วกว่าการรอสั่งซื้ออุปกรณ์ใหม่
แต่ในฐานะคำตอบถาวร เป็นการแลกความเสี่ยงชุดหนึ่งไปเป็นอีกชุดหนึ่ง ไม่ใช่การลดความเสี่ยง
ช่องโหว่ของ Coldcard เป็นข้อผิดพลาดของผู้ผลิตรายเดียว ที่มีการเปิดเผยต่อสาธารณะ มีเฟิร์มแวร์แก้ไขออกมาแล้ว และมีวิธีตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของตัวเองได้รับผลกระทบหรือไม่ ส่วนความเสี่ยงของการฝากทรัพย์สินไว้กับบุคคลที่สามนั้นตรวจสอบจากภายนอกไม่ได้เลย
ประเทศไทยมีตัวอย่างของตัวเองในเรื่องนี้ Bitkub ถูกโจมตีทางไซเบอร์เมื่อปี 2564 มูลค่าราว 1,700 ล้านบาท แต่ลูกค้าไม่ทราบเรื่องเลยเป็นเวลาห้าปี จนกระทั่งสำนักงาน ก.ล.ต. กล่าวโทษบริษัทและอดีตกรรมการเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2569 ในกรณีของ Coldcard ผู้ใช้ทราบภายในไม่กี่ชั่วโมงและตรวจสอบสถานะของตัวเองได้ทันที ความแตกต่างตรงนี้คือสิ่งที่ควรนำมาชั่งน้ำหนัก
เราเขียนเรื่องนี้ไว้ละเอียดแล้วในบทความว่าด้วยการฝากคริปโตไว้บนเว็บเทรด ข้อสรุปคือทั้งสองแนวทางใช้ร่วมกันได้ ซื้อขายผ่านเว็บเทรดที่มีใบอนุญาต และถอนออกมาเก็บเองในช่วงที่ถือยาว
บทเรียนที่ใช้ได้จริง
ประเด็นที่สำคัญที่สุดของเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องยี่ห้อ แต่คือสิ่งที่ทำให้ผู้ใช้บางกลุ่มรอดพ้นมาได้
ผู้ที่ทอยลูกเต๋าเพิ่ม entropy เองไม่ได้รับผลกระทบ Coldcard มีฟีเจอร์ให้ผู้ใช้ทอยลูกเต๋าเพื่อเพิ่มความสุ่มเข้าไปในกระบวนการสร้างวลีกู้คืน ผู้ที่ใช้ฟีเจอร์นี้ได้ค่าความสุ่มจากแหล่งที่เฟิร์มแวร์ที่ผิดพลาดควบคุมไม่ได้ ช่องโหว่จึงไม่มีผลกับพวกเขา นี่คือกรณีที่ขั้นตอนเพิ่มเติมซึ่งดูยุ่งยากในวันที่ตั้งค่า กลายเป็นสิ่งที่รักษาทรัพย์สินไว้ได้ในอีกห้าปีต่อมา
ผู้ที่ใช้ passphrase ก็ไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน เพราะ passphrase ไม่ได้ถูกเก็บไว้ในอุปกรณ์และไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากตัวสุ่มที่มีปัญหา ผู้โจมตีที่คำนวณวลีกู้คืนย้อนกลับได้ จะเปิดได้เพียงวอลเล็ตเดิมที่ไม่มี passphrase เท่านั้น หากสนใจกลไกนี้ อ่านได้ที่Passphrase คืออะไร
อย่าฝากความปลอดภัยทั้งหมดไว้กับผู้ผลิตรายเดียว ผู้ที่ถือทรัพย์สินจำนวนมากสามารถกระจายความเสี่ยงด้วยการทำ multisig ที่ใช้กุญแจจากอุปกรณ์คนละยี่ห้อ เพื่อให้ความผิดพลาดของผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งไม่ทำให้เข้าถึงเงินได้ทั้งหมด
ความเปิดเผยของซอร์สโค้ดมีความหมาย แต่ไม่ใช่หลักประกัน เฟิร์มแวร์ของ Coldcard เปิดเผยต่อสาธารณะมาตลอด และช่องโหว่นี้ยังคงอยู่โดยไม่มีใครพบเป็นเวลาห้าปี ระบบเปิดทำให้ตรวจสอบได้ แต่ต้องมีคนตรวจสอบจริง จึงจะเกิดประโยชน์
อัปเดตเฟิร์มแวร์ไม่ได้แก้วลีกู้คืนที่สร้างไปแล้ว ข้อนี้เป็นความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดในเหตุการณ์นี้ ค่าตั้งต้นถูกสร้างขึ้นครั้งเดียวตอนตั้งค่าเครื่อง การอัปเดตเฟิร์มแวร์แก้เฉพาะการสร้างครั้งต่อไป ผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องสร้างวลีกู้คืนชุดใหม่และย้ายเงินไปยังวอลเล็ตใหม่
ถ้าต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ ควรดูอะไร
SIAMBC ไม่ได้เป็นผู้จำหน่าย Coldcard และไม่มีสินค้าดังกล่าวในร้าน จึงไม่มีเหตุผลที่จะเชียร์ให้ใครเปลี่ยนยี่ห้อเพราะเหตุการณ์นี้ ผู้ที่ตรวจสอบแล้วว่าอุปกรณ์ของตนไม่ได้รับผลกระทบ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไรเลย
สำหรับผู้ที่ต้องสร้างวลีกู้คืนชุดใหม่อยู่แล้ว สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนอันดับแรกไม่ใช่ตัวเครื่อง แต่คือที่เก็บวลีกู้คืนชุดใหม่ เพราะกระดาษที่แถมมาในกล่องคือจุดอ่อนที่สุดของระบบเสมอ
CryptoSafe
฿299
- สเตนเลส 86 x 54 x 2.5 มม. ขนาดเท่าบัตรเครดิต
- บันทึกวลีกู้คืน BIP39 ได้ครบ 24 คำ ตอกด้วยตนเอง
- ทนไฟได้ถึง 1000°C เป็นเวลา 30 ถึง 60 นาที
ที่หยิบใส่คือเฉพาะแผ่น ชุดที่มีปากกา ตัวตอก และค้อน เลือกได้ที่หน้าสินค้า
สำหรับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนอุปกรณ์จริง สองรุ่นต่อไปนี้คือรุ่นที่ตอบโจทย์เดียวกับที่ผู้ใช้ Coldcard ให้ความสำคัญ นั่นคือซอร์สโค้ดเปิดเผยและตรวจสอบได้
Blockstream
฿3,190 ฿4,990-36%
- ซอร์สโค้ดเปิดเผยทั้งหมด เน้นการใช้งานกับ Bitcoin เป็นหลัก
- รองรับ passphrase ตามมาตรฐาน BIP39 มีโหมดกรอกแบบเลือกคำจากรายการ BIP39
- ใช้โมเดล Virtual Secure Element เก็บกลไกถอดรหัสไว้นอกตัวเครื่อง การเจาะเฉพาะตัวเครื่องจึงดึงกุญแจออกไปไม่ได้
ที่หยิบใส่คือสีดำ สี Green และ Orange เลือกได้ที่หน้าสินค้า
Jade เป็นตัวเลือกที่ผู้ใช้สาย Bitcoin เป็นหลักมักพิจารณา เพราะแนวทางการออกแบบใกล้เคียงกับสิ่งที่ผู้ใช้ Coldcard ให้ความสำคัญ ทั้งความเปิดเผยของโค้ดและการเน้น Bitcoin โดยเฉพาะ
Trezor
฿3,890 ฿4,590-15%
- เฟิร์มแวร์และการออกแบบแบบโอเพนซอร์ส เปิดให้ตรวจสอบมาตั้งแต่ปี 2014
- ชิป secure element ผ่านการรับรองมาตรฐาน EAL6+
- รองรับ passphrase กรอกบนตัวเครื่อง สร้างวอลเล็ตซ่อนแยกอีกชุด
ที่หยิบใส่คือสี Cosmic Black อีกสามสีเลือกได้ที่หน้าสินค้า
ข้อควรทราบที่ควรพูดตรงไปตรงมา ไม่มีอุปกรณ์ยี่ห้อใดที่รับประกันได้ว่าจะไม่มีข้อผิดพลาดของเฟิร์มแวร์ในอนาคต สิ่งที่ผู้ใช้ควบคุมได้จริงคือการเพิ่ม entropy ด้วยตนเองเมื่ออุปกรณ์รองรับ การใช้ passphrase และการไม่รวมทรัพย์สินทั้งหมดไว้กับผู้ผลิตรายเดียว
คำถามที่พบบ่อย
SIAMBC จำหน่าย Coldcard หรือไม่
ไม่จำหน่าย และไม่เคยมีสินค้าดังกล่าวในร้าน บทความนี้จึงเขียนขึ้นในฐานะข้อมูลสำหรับผู้ถือคริปโตในไทย ไม่ใช่การเปรียบเทียบเพื่อขายสินค้าทดแทน
ควรย้ายเงินกลับไปไว้บนเว็บเทรดหรือไม่
หากวลีกู้คืนของคุณอยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ การย้ายเงินออกทันทีคือสิ่งที่ถูกต้อง และเว็บเทรดที่มีใบอนุญาตเป็นที่พักชั่วคราวที่ยอมรับได้ แต่ในระยะยาวควรพิจารณาว่าเป็นเพียงที่พัก ไม่ใช่ปลายทาง เพราะเป็นการเปลี่ยนจากความเสี่ยงที่ตรวจสอบได้ ไปเป็นความเสี่ยงที่ตรวจสอบไม่ได้
ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตยังปลอดภัยอยู่หรือไม่
เหตุการณ์นี้เป็นความผิดพลาดของผู้ผลิตรายเดียวในกระบวนการสร้างค่าสุ่ม ไม่ใช่ข้อบกพร่องของแนวคิดการเก็บกุญแจเอง ผู้ใช้อุปกรณ์ยี่ห้ออื่น หรือผู้ที่สร้างวลีกู้คืนจากอุปกรณ์อื่น ไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนว่าการไว้วางใจผู้ผลิตรายเดียวมากเกินไปคือความเสี่ยงในตัวมันเอง
ตรวจสอบอย่างไรว่าอุปกรณ์ของตนได้รับผลกระทบ
ดูจากเวอร์ชันเฟิร์มแวร์ที่เครื่องใช้อยู่ในตอนที่สร้างวลีกู้คืนครั้งแรก ไม่ใช่เวอร์ชันที่ใช้อยู่ปัจจุบัน รายละเอียดเลขเวอร์ชันแยกตามรุ่นอยู่ในบทความอธิบายเหตุการณ์ Coldcard และควรยึดตามประกาศของผู้ผลิตเป็นหลักเสมอ
ทำไมเงินไหลเข้า ETF ถึงบอกไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้
เพราะเงินไหลเข้าและออกจากกองทุน ETF ด้วยเหตุผลทางตลาดหลายอย่างพร้อมกันเสมอ การที่ตัวเลขสองอย่างเกิดขึ้นในสัปดาห์เดียวกันไม่ได้พิสูจน์ว่าสิ่งหนึ่งทำให้เกิดอีกสิ่งหนึ่ง นักวิเคราะห์ ETF ของ Bloomberg เองก็ระบุไว้ตรงไปตรงมาว่ายังสรุปไม่ได้
มีผู้อ้างตัวเป็นทีมงานผู้ผลิตติดต่อมาให้ช่วยกู้เงินคืน ควรทำอย่างไร
ไม่ควรตอบกลับ เหตุการณ์ลักษณะนี้มักตามมาด้วยมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นทีมงานผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการกู้คืนทรัพย์สิน ไม่มีผู้ผลิตรายใด ไม่มีผู้จำหน่ายรายใด และไม่มีบริการกู้คืนใดที่ต้องใช้วลีกู้คืนของคุณเพื่อช่วยเหลือ
ซื้อในประเทศไทย
SIAMBC เป็นตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับแต่งตั้งของแบรนด์ฮาร์ดแวร์วอลเล็ตหลายราย มีหน้าร้านจริงย่านทวีวัฒนา กรุงเทพฯ จัดส่งฟรีทั่วประเทศภายใน 1-2 วันทำการ ในกรุงเทพฯ จัดส่งภายในวันเดียวผ่าน Grab หรือ LINEMAN โดยติดต่อนัดหมายผ่าน LINE
ผู้ที่ต้องสร้างวลีกู้คืนชุดใหม่และไม่มั่นใจในขั้นตอน สามารถเข้ามาที่หน้าร้านได้ ทีมงานจะตั้งค่าอุปกรณ์ไปพร้อมกับคุณ ตรวจสอบการบันทึกวลีกู้คืน และทดลองโอนก่อนย้ายทรัพย์สินจริง ร้านเปิดวันจันทร์ถึงเสาร์ เวลา 9:00 ถึง 17:00 น.
ดูฮาร์ดแวร์วอลเล็ตทั้งหมด หรือติดต่อสอบถามก่อนตัดสินใจ
กฎเหล็กข้อเดียวที่ต้องจำ
ใครก็ตามที่ขอวลีกู้คืน 24 คำของคุณ คือมิจฉาชีพ 100% ไม่มีข้อยกเว้น
ทาง SIAMBC และผู้ผลิตทุกเจ้าไม่มีวันขอ ไม่ว่าจะอ้างว่าเป็นการเคลมประกัน ยืนยันตัวตน อัปเดตระบบ หรือกู้คืนบัญชีก็ตาม วลี 24 คำคือกุญแจสู่เงินของคุณ ใครได้ไป เงินหายทันที ไม่มีทางเรียกคืน





แชร์:
ถ้าเหรียญอยู่บน Bitkub อยู่แล้ว ยังต้องมีฮาร์ดแวร์วอลเล็ตไหม